BLjourney , B&L family , travel , okinawa , visitokinawa , japan , churaumi , peach air , LCC terminal , low cost , budget, transit , blueplanet, pantip , review , airline, ticket , check in , bella , เบลล่า , โอกินาว่า , พาลูกเที่ยว , กระเตงลูกเที่ยว , เที่ยวกับลูก , พีชแอร์ , ตั๋วเครื่องบิน , ญี่ปุ่น , เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง , เที่ยวโอกินาว่า , เช่ารถขับ , โลว์คอสต์ , ตั๋วญี่ปุ่นราคาถูก , Peach , Airline , รีวิว , บลูแพลนเน็ต , เช็คอิน , สนามบิน , เที่ยวแบบครอบครัว , ที่เที่ยวโอกินาว่า ทริป , ทีมโอกินาว่า

ไป Okinawa กับ Peach Air มันก็ไม่ได้แย่อะไรนิ

กับเหตุการณ์ Peach Air เทผู้โดยสารบนเครื่อง ก่อนเราจะบินประมาณ 2 อาทิตย์ สารภาพเลยว่านอยด์ถึงขีดสุด วางแผนนู่นนี่สำรองเอาไว้เพียบ แต่สุดท้ายก็จบแบบ Happy Ending เลยขอมาถ่ายทอดเรื่องราวให้เพื่อนๆฟังดีกว่า ว่าเป็นยังไง

เมื่อเดือนกุมภาที่ผ่านมา (2017) ได้เป็นกระแสฮือฮากันมากเมื่อ Peach Air ได้เปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-โอกินาว่า ในราคาถูกมากกกก
ตั๋วที่ออกมาช่างเย้ายวนยิ่งนัก เพียงแค่ขาละ 2 พันกว่าบาท เราก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันได้แล้ว ป๊าแบงค์ได้เอาโปรโมชั่นมานำเสนอ แต่เราเฉยๆอ่ะ ทะเลเมืองไทยก็มี ใคร ๆ ก้อมาที่นี่ ทำไมเราต้องไปดูที่ญี่ปุ่น จะไปโตเกียว โซล หรือ ฮอก ก็ได้ แต่ราคาตั๋วไปโตเกียวเอย โซลเอย โอ้ย…แพงเว่อร์ จะไปฮอกไกโดเดือนมีนาก็เหมือนไม่มีอะไร เลยกลับมาดูตั๋ว Peach อีกที ก็ขึ้นไปขาละ 3 พันกว่าบาทละไหนๆก็ไหนๆจัดเองเลย ลองกดจองดูและนี่คือจุดเริ่มต้นของทริปนี้ค่า

การจองตั๋ว

การจองตั๋วกับ Peach นี่ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่เข้าไปที่เวบไซต์  http://www.flypeach.com/pc/th แล้วเลือกวันที่ที่จะบิน จากไทยมีบินไปลงแค่โอกินาว่าที่เดียว ช่วงไหนที่มีราคาโปร เราก็หาราคาโปรได้ไม่ยากเลย เพราะรูทนี้ยังไม่ฮอตมาก ไฟลท์บินมีวันละเที่ยว ออกจากสุวรรณภูมิเวลา 01.40 ถึงโอกินาวาเวลา 08.10 และออกจากโอกินาวาเวลา 21.50 กลับถึงไทยเวลา 00.20 จะเห็นว่าเวลาค่อนข้างดีเลยนะคะ แถมบินตรงอีกต่างหาก แต่ๆๆๆๆๆ ราคานี้ยังไม่เนตนะจ๊ะ มันยังมีค่าอื่น ๆ บวกๆๆๆๆๆๆ เข้ามาอีกมากมาย

หลังจากเลือกวันแล้ว กรอกรายละเอียดผู้โดยสารค่ะ

ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้ค่ะ การเลือกที่นั่งทุกที่จะมีค่าใช้จ่าย มีหลายราคาด้วยกัน

  • Fast Seat 770 บาท สำหรับที่นั่งแถวแรกของเครื่อง
  • Smart Seat 390 บาท สำหรับที่นั่งแถว 2-5 และที่นั่งที่ตรงกับทางออกฉุกเฉินกลางเครื่อง
  • Pleasure Seat 300 บาท สำหรับที่นั่งแถว 6-11 และริมหน้าต่าง
  • Standard Seat 210 บาท สำหรับที่นั่งแถวหลังที่ไม่ติดหน้าต่าง

บ้านเราไปกัน 4 คน มีทารก 1 คน (ต่ำกว่า 2 ขวบ) อยากนั่งหน้า ๆ หน่อย เลยเลือกที่นั่งแบบ Pleasure Seat ค่ะ โดนไป 900 บาทต่อขา รวมไปกลับก็ 1800 ละ

ยัง ยังไม่จบแค่นั้น ยังมีค่าสัมภาระอี๊กกกกกก เราต้องไปกดเลือกที่มุมขวานะคะ กระเป๋า 1 ใบคือ 1 ชิ้น จำกัดน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม และไม่สามารถแชร์น้ำหนักได้นะคะ ราคาตามด้านล่างเล้ย จะเห็นว่าโหดอยู่

1 ชิ้น 980 บาท

2 ชิ้น 1,960 บาท

3 ชิ้น 2,940 บาท

4 ชิ้น 3,920 บาท

5 ชิ้น 4,900 บาท

อีกสิ่งหนึ่งที่สายการบินนี้ค่อนข้างเข้มงวดคือสัมภาระที่นำติดตัวขึ้นเครื่องค่ะ  หากใครของเยอะ จะทริกกี้เอาของใส่ในกระเป๋าเสื้อตุง ๆ อาจโดนสั่งให้ถอดเสื้อออกมาชั่งรวมกันได้น้า (เราอ่านในพันทิปเจอมา)

ใครที่มีเด็ก เอารถเข็นไปด้วย สามารถโหลดรถเข็นได้ที่หน้าเกตค่ะ และรับได้พร้อมกระเป๋าเดินทาง

สำหรับการจองที่นั่งและสัมภาระ อย่าลืมจองทั้งขาไปและขากลับนะคะ ตอนที่เราจองก็เกือบลืมจองขากลับ เพราะไม่ทันสังเกต tab ขากลับ

ถามว่าทำไมต้องจองที่นั่ง ไม่จองได้มั้ย ถ้าไม่ซีเรียสในการนั่งแยกกันก็ไม่เป็นไรค่ะ มาลุ้นตอนเช็คอินเอา แต่เรามีเด็กๆด้วย ยอมจ่ายแพงขึ้นแต่ได้นั่งด้วยกันดีกว่า (เราเคยเจอประสบการณ์โดนจับแยกนั่งมาแล้ว ขนาดตอนนั้นบิน Full Service ด้วยไม่โอเคเลย )

การจองอาหาร

แม้ว่าจะบินถึงเช้าตรู่ แต่บ้านเรามีเด็กค่ะ เราไม่รู้ว่าเครื่องจะดีเลย์รึเปล่า ลูกจะหิวมั้ย เราเลยต้องกดจองอาหารไปด้วย อาหารที่ละ 200 กว่าบาท x3 เข้าไปก็ 7 ร้อยกว่า ๆ ละ (สรุปลูกหลักลึก ไม่ตื่นมากิน เศร้า!!!)  ขากลับกลับดึก เลยไม่ได้จองค่ะ

พอกดจองเสร็จแล้วอาจจะตกใจกับสิ่งทั้งหลายที่บวก ๆ เข้ามา มีค่าจ่ายเงินอีกขาละ 160 บาทด้วย แต่ก็นะ มันคือระบบ low cost ถ้าเทียบกับเวลาบิน และบินตรงนี่ ถือว่า Peach Air โอเคเลยล่ะ

อย่างที่บอกว่าก่อนที่จะบินมีข่าวเรื่องสายการบินนี้เทผู้โดยสาร เพราะมีอุบัติเหตุเครื่องบินชนฝูงนกทำให้กระจกแตก เนื่องจากเป็น low cost เลยไม่มีเครื่องสำรอง เลยทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นค่ะ ก่อนไปก็ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวเกิดเหตุการณ์อีก แต่เราโชคดีค่ะที่ไม่เจอ เจอแค่ดีเลย์นิดหน่อย เครื่องมาช้าไปประมาณ 30 นาที

ขาไปเค้าจะเรียกผู้โดยสารที่นั่งแถว 16-30 ขึ้นเครื่องก่อนะคะ ไม่มี priority สำหรับเด็ก หรือคนชรา (หรือว่าเรียกแต่เราไม่ได้ยินนะ)

มาดูในเครื่องกันบ้าง ค่อนข้างแคบค่ะ ผู้ชายเข่าชน นั่งไม่สบายเลย ถือว่าบิน 4.30 ชั่วโมงก็นั่งได้ฝืน ๆ

ทางเดินก็จะเล็กๆนิดนึง

ที่นั่งจะเป็น 3 – 3

อาหารที่เราสั่งค่ะ มี Taco Rice เมนูขึ้นชื่อของโอกินาวาเลย ชิมบนเครื่องกันก่อนที่จะไปชิมของจริง เราให้มาเสิร์ฟตอนก่อนเครื่องลง 1 ชั่วโมง ของีบแปป นึงก่อน

รสชาติโอเคเลยค่ะ เผ็ดๆนิดๆ

ลงเครื่องมาแล้วอาคารผู้โดยสารเล็กมาก เพราะเค้าเช่าอาคารโกดังสินค้ามาทำเป็นอาคารผู้โดยสาร เรียกว่า LCC สำหรับสายการบิน low cost อย่าง Peach Air และ Vanilla Air โดยเฉพาะ

เมื่อผ่าน ตม เรียบร้อยก็จะเจอกับกระเป๋าสัมภาระต่างๆมาวางกองไว้รวมกัน แนะนำให้ทำสัญลักษณ์ดีๆจะได้สังเกตุง่ายๆไม่โดนหยิบผิดนะคะ

สำหรับคนที่เช่ารถ เมื่อถึงแล้ว ก็สามารถติดต่อที่เคาเตอร์เช่ารถที่ LCC ได้เลยค่ะ เค้าจะพาไปนั่งรถบัสเพื่อไปรับรถ ส่วนขากลับก็คืนรถที่จุดเดิม และนั่งบัสเข้ามาที่ LCC แต่สำหรับคนที่ไม่เช่ารถ ต้องนั่งบัสไปที่อาคาร Domestic แล้วไปต่อโมโนเรลหรือบัสเพื่อเข้าเมืองอีกทีนึงค่ะ

ขอแถมสำหรับขากลับซักนิด รีวิวขากลับเลยละกันเนอะ เมื่อมาถึงสนามบินแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือต้อง Check-in ด้วยตัวเองที่ตู้ค่ะ ค่อนข้าง งง กับระบบเหมือนกัน

ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำอยู่ 1 คน เลยอาจจะไม่สะดวกบ้าง ตอนเราไปมีหลายๆคนมีปัญหากับเครื่องนี้ค่ะ เพราะต้องใส่เลขการจองและสแกนบาร์โค้ดจากใบจอง ถ้า 1 บุ้คกิ้งมีผู้โดยสารหลายคน ให้ทะยอยสแกนบาร์โค้ดในรอบเดียวเลยไม่ยังงั้นจะมีปัญหาในการออก Boarding Pass ระบบจะ Error ต้องไปเสียเวลาตรงเคาน์เตอร์โหลดกระเป๋าอีกครั้งนึง

หลังจากได้ Boarding Pass จึงค่อยนำกระเป๋าไป x-ray แล้วก็ไปโหลดที่เคาน์เตอร์อีกรอบ

ยังๆๆ ยังไม่จบ เราจะมาเจอด่านสแกนกระเป๋าอีกที ห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่อง หรือหากว่าใครมี ให้เตรียมถุงซิปลอคไว้เลยนะคะ ไม่อย่างนั้นเค้าจะให้ออกไปซื้อข้างนอก เค้าขายในราคาใบละ 50 เยนแน่ะ

ครอบครัวเรานำพวกยา และ นม ของเด็กๆใส่กระเป๋าเก็บความเย็นและใส่ cool pack ไป เจ้าหน้าที่ต้องการให้เรานำของทั้งหมดใส่ในถุงซิบล็อคใส เพื่อผ่านจุดสแกนก่อน จึงต้องวิ่งออกไปซื้อที่ร้านขายของที่ระลึกด้านนอก

ซึ่งหลังจากซื้อเสร็จ ขากลับเข้ามาก็มีปัญหาอีกรอบเมื่อเจ้าหน้าที่ด้านนอกจะให้ป๊าแบงค์ไปต่อคิวที่ยาวมากอีกรอบ พาสปอร์ตและBoarding Pass ทั้งหมดก็อยู่ที่จุดสแกนกระเป๋าด้านใน เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้เข้าไปจึงต้องอธิบายกันยกใหญ่

นอกจากบ้านเราก็ยังมีครอบครัวคนไทยอีกกลุ่มโดนเหมือนกันเนื่องจากถุงซิปล็อคที่ทางเค้าเตรียมมา มีขนาดใหญ่เกิน จึงต้องออกไปซื้อที่ด้านนอกเหมือนกัน

พอผ่านจุดตรวจก็มารอขึ้นเครื่องกลับบ้านกัน

ถ้าใครช้อปปิ้งที่ Duty Free มาก็มารับของที่จุดนี้ค่ะ รับได้ 40 นาที ก่อน Boarding Time

ในที่สุดเราก็ฝ่าด่านอรหันต์ต่างๆมาถึงด้านในจนได้ ขอบอกว่าที่นั่งมีน้อยมาก และไฟลท์ของ Vanilla  Air กับ Peach Air เวลาบินใกล้ๆกัน ผู้โดยสารจึงค่อนข้างเยอะ หลายๆคนต้องนั่งพื้นกัน ของเราเจอเครื่องดีเลย์อีกก็นั่งรอกันไป โชคดีที่เจอคนไทย เอื้อเฟื้อที่นั่งให้เด็กๆ รูทนี้เจอคนไทยเยอะเลย ซึ่งส่วนใหญ่จะมากับบริษัททัวร์

ผู้โดยสารเริ่มเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนน้ำหมดตู้กดเลยค่ะ อิแม่ก็กดขนมนมเนยไว้ เผื่อเครื่องดีเลย์นานแล้วลูกไม่มีอะไรกิน ขนมปังมันม่วงหร่อยดีนะ หนมปังนิ่มมาก

ขากลับจะเรียกขึ้นเครื่องตามนี้นะคะ แถว 16-30 ริมหน้าต่างขึ้นก่อน ตามด้วย ริมหน้าต่าง 1-15 แล้วก็เป็นตรงกลาง 16-30 สุดท้ายคือ 1-15 ตรงกลาง อาจจะงงๆกันนิดนึงในการขึ้นเครื่องค่ะ และขากลับนี่ถ้าขึ้นช้า ช่องเก็บของด้านบน จะมีโอกาสเต็มสูงมากเลยค่ะ

สรุปแล้ว Peach Air นี่ดีมั้ยล่ะ???

เราว่าดีที่บินตรง เวลาบินค่อนข้างดี ลงเครื่องแล้วเที่ยวต่อเลย เวลากลับก็ดี เที่ยวได้เต็มวันก่อนกลับ  ส่วนราคา เราไปแบบเป็นครอบครัว จองที่นั่ง โหลดกระเป๋า 2 ใบ เราจองกลางมีนา และบินปลายมีนา 3 seats ได้ราคาประมาณ 3 หมื่น อาจดูแพงถ้าเทียบกับ Low cost แต่มันจองกระชั้นมาก เลยรับราคานี้ได้

ส่วนเรื่อง LCC Terminal อันลือเลื่องนั้น ใครกะพาพ่อแม่ไปเที่ยว อาจต้องเอารูปให้ดู + ทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะมันเป็นฟีลหมอชิตชัด ๆ ที่นั่งจะน้อยไปไหน แถมแอร์ร้อนอีก อึดอัดมาก และถ้าใครไม่ได้เช่ารถจะต้องนั่ง Shuttle Bus จาก Domestic Terminal เข้ามาที่ LCC ซึ่งไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร

ใครอยากจะมาช้อปปิ้้งละลายเงินเยนที่ LCC นั้น ก็จะมีร้าน Duty Free เล็กจิ๋ว 1 ร้าน มีของฝากกรุบกริบ ตู้กาชาปองนิดนึง แนะนำว่าเราควรซื้อและแพคใส่กระเป๋าโหลดให้เรียบร้อยตั้งแต่ในเมืองเลย อย่าฝากความหวังไว้กับ Duty Free ใน LCC

เอาเป็นว่าแต่ละบ้านก็มีข้อจำกัดต่างกันโนะ สำหรับเรา เราว่ามันก็ไม่ได้แย่อะไรมาก เรารับได้

ขอแถมอีกรอบสำหรับครอบครัวที่มีเด็กๆนะคะ เวลาเครื่องกำลัง Take Off หรือ ลดระดับเตรียม Landing เด็กๆอาจจะเจ็บหูได้จากแรงกดอากาศอากาศที่เปลี่ยนไป วิธีช่วยง่ายๆก็คือให้กินนม จิบน้ำ กินขนมก็ได้ค่ะ ยิ่งถ้าใครยังกินนมแม่จับเข้าเต้าสบายเลยค่ะ หลับปุ๋ย

จบตอนแรกของทริปโอกานิว่ากันแล้ว ตอนต่อไปเราจะพาไปเช่ารถกัน ไปดูว่าต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนยังไง มีข้อควรระวัง มารยาทในการขับรถอย่างไรกันบ้างค่ะ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ทุกๆท่านที่ติดตามรีวิวของผม นะครับ หวังว่าคงจะมีประโยชน์กับท่านนะครับ รบกวนฝากไลค์ Facebook Fanpage B&L Family เพจน้องเบลล่า และ Share บทความต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ครอบครัวของเราด้วยครับ รีวิวหน้าจะไปที่ไหนกันอย่าลืมมาติดตามชมกันนะครับ ขอบคุณมากๆครับ

ขอฝากช่องทางใหม่ ติดต่อ สอบถาม ทริปการเดินทาง ข้อสงสัยต่างๆอย่างรวดเร็ว ทาง Line Official ID ได้เลยครับ

เพิ่มเพื่อน

 

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Time limit is exhausted. Please reload CAPTCHA.