เกาหลี เมืองท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่ในใจของใครหลายๆคน แต่ก็มีอีกหลายๆคนจะถามว่า พาเด็กๆไปเที่ยวเหมาะมั้ย??? รีวิวชุดนี้ หม่าม้าเล้งจะมาถ่ายทอดในมุมมองของการกระเตงเด็กน้อยเที่ยวเกาหลีในสไตล์ B&L Family จะเป็นอย่างไรไปติดตามกันได้เลยค่า
(เนื้อหาอาจไม่ตรงกับหัวข้อ แหม… เหนใคร ๆ ก็ตั้งชื่อทริปรีวิวประเทศนี้กันไว้แบบโรแมนติก เราก็เลยอยากเลียนแบบบ้างน่ะ)
ทริปเกาหลีเริ่มจากโปรไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์ TAAX ที่ออกมายั่วยวนใจครั้งแล้วครั้งเล่า บ้านเราเคยไปญี่ปุ่นกันมาแล้ว 2 หน เลยอยากจะหาประเทศที่เป็นมิตรกับเด็กและ ปลอดภัย (ต่อเงินในกระเป๋า) ประกอบกับหม่าม้าบ้านนี้เป็นทาสซีรี่ย์ และรายการรันนิ่งแมน เราจะรออะไรล่ะ จองเลย จองเลย จองเลย (ป๊าหันหน้ามาเบะปาก ก้มหน้าก้มตาจอง แล้วก้อภาวนาให้ไฟลท์โดนแคนเซิล จะได้เปลี่ยนไปญี่ปุ่นแทน)
เนื่องจากไฟลท์ค่อนข้างดึก และบ้านเราไม่อยากจะไปตบตีกับพี่ ๆ แท็กซี่ในตำนาน เราเลยจองห้องที่โรงแรมอมารีดอนเมืองไว้เพื่อจอดรถ (ฝากรถไว้ได้ 7 วัน ^^) และเอาไว้อาบน้ำ เตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ในวันออกเดินทาง เบลล่านอนกลางวันไปประมาณ 3 ชั่วโมง พอถึงเวลา 3 ทุ่ม หม่าม้าพยายามจะพาเบลล่าเข้านอนอีกครั้ง เพราะเวลาบินจริงคือตี 2 จะได้ไม่งอแง แต่ ๆๆๆ เบลล่าไม่ยอมนอนค่า เที่ยงคืนนิดๆก็เดินข้ามสะพานลอยไปเช็คอิน ^^
เบลล่า ลากยาวมาจนถึงตี 3 แบบลั้นลามาก ๆ สุดท้าย ยอมหลับไปและตื่นออกมาอีกทีตอนเครื่องลงแล้ว ข้าวที่สั่งมาเป็นอาหารเช้าของเบลล่าเลยต้องให้หม่าม้ากินเอง แถวตม.ยาวประมาณ 18 ตลบ มีคณะทัวร์มากมายมาเที่ยววันเดียวกับคณะเรา โชคดีที่เจอเจ้าหน้าที่ใจดีพาไปยังแถว priority เพราะเห็นว่ามีเด็ก เลยผ่านเข้าประเทศกันได้เร็วขึ้น
T-Money คือสิ่งแรกที่เราต้องจัดหากันค่ะ หาซื้อไม่ยากเลย ราคาบัตร 3000 วอน เติมเงินให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ระหว่างรอป๊าจัดการ ม้าก็หาอาหารเช้าให้เบลล่าค่ะ ในสนามบินหากินไม่ยากเลย มีร้านสะดวกซื้อมากมาย มีคริสปี้ครีมด้วยค่ะ
Day1
การเดินทางจากสนามบินเข้ากรุงโซล หลักๆมี สองแบบ คือ Airport Bus กับ Airport Railroad Express (AREX) เราเลือก AREX เพราะเดินทางไปที่พักของเราสะดวกกว่า
ใช้เวลาประมาณ 40 กว่านาทีก็ถึงสถานี ที่พักเราอยู่บนสถานีนี้แหละ นี่เป็นเหตุผลสำคัญเลยที่เลือกที่พัก คือต้องเดินทางสะดวก ไม่ต้องเดินเยอะ เพราะลูกอิชั้นไม่เอารถเข็นและเครื่องทุ่นแรงทุกประเภทค่ะ ด้วยสองมือแม่ล้วน ๆ พ่อก็ไม่ได้นะ ต้องแม่เท่านั้น นัดเจอกับเจ้าของห้องที่สถานี พอเข้าไปแล้วก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ค่ะ เครื่องซักผ้า เตาแก๊ส ตู้เย็น ไดร์เป่าผม เครื่องดูดฝุ่น ไม้เช็ดบ้าน ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ของเล่นเด็ก มาส์ก สำลี ฯลฯ ทุกอย่างจริง ๆ ที่เราต้องการใช้ ที่สำคัญมี portable wifi ให้พกพาไปเที่ยวแบบสบายๆกันด้วย (ตอนนี้ที่พักนี้ปิดให้บริการไปแล้วนะครับ คาดว่าน่าจะเกิดปัญหาจากทางเจ้าของอาคารครับ ที่ไม่ให้ปล่อยเช่า)
เริ่มต้นวันด้วยการจับคุณลูกอาบน้ำ ล้างตัวให้สดชื่นค่ะ แล้วออกไปหาอาหารเที่ยงกินกัน ซึ่งเป็นร้านที่แนะนำโดยเจ้าของห้อง อาหารมื้อแรกเป็นซุปเนื้อวัวค่ะ เรียกว่าซอลยลตัง เอาไว้ทานกับข้าว เราสั่งเกี๊ยวยักษ์ (ภาษาเกาหลีเรียกว่า “มันดู”) มากินด้วย รสชาติอร่อยเริ่ดทั้งสองเมนู ร้านนี้เปิด 24 ชั่วโมงค่ะ หาไม่ยาก เดินออกจากที่พัก จากสถานีฮงอิก ให้เดินมาออกที่ทางออก 9 ก็จะเห็นตึกอยู่ที่หัวมุมเลย
ซอลยลตัง ซุปเนื้อวัว อาหารยอดนิยมของคนแถวนี้เลยค่า
มันดู เกี๊ยวซ่าไซส์ใหญ่ยักษ์
หลังจากท้องอิ่ม เราก็กลับไปนอน (ไม่ใช่ละ) เราต้องสร้างความประทับใจแรกให้กับคุณเบลล่า ด้วยการพาไปเยี่ยมคิตตี้เพื่อนรัก ที่คิตตี้คาเฟ่ค่ะ (หากอ่านรีวิวเก่าในพันทิพ ร้านจะอยู่ในซอยวัตสัน แต่ตอนนี้ร้านย้ายที่แล้วนะคะ ต้องเดินมาไกลหน่อย แต่ร้านใหญ่ขึ้นกว่าเดิมค่ะ) เดินตาม Hongik Shooping Street มาเรื่อยๆค่ะ ระหว่างทาง มีของขายมากมาย ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า accessories ต่าง ๆ จนเจอ Tourist Information Center กลางถนนเส้นนี้ เลยไปแล้วเลี้ยวซ้ายมือได้เลยค่ะ
Hello Kitty Cafe จะอยู่ซ้ายมือ มาถึงร้านแล้วปลื้มปริ่มมาก ทางเดินเป็นขั้นบันได สองข้างทางจัดสวนหย่อมไว้เล็ก ๆ น่ารัก กุ๊กกิ๊ก เดินขึ้นไปก็จะเห็นอาคาร 2 ชั้นสีชมพูหวานแหววค่ะ
เราสั่งอาหารกันได้ที่ชั้นล่าง แล้วจะเอาไปทานที่ไหนก็ได้ในร้าน
ชั้นบนมีห้องนอนของคิตตี้เอาไว้ให้ถ่ายรูปด้วยค่ะ
ของหวานมื้อนี้ เบลล่าเลือกค่ะ ป๊ากับม้ากิน – -“
ได้ผลค่ะ คิตตี้คาเฟ่สร้างความประทับใจให้กับคุณเบลล่าเป็นอย่างมาก เธอวิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อถ่ายรูปกับทุกมุมในร้าน หม่าม้านี่แทบจะเข่าเสื่อม แต่รูปออกมาน่ารักมาก ๆ
ในร้านมีบริเวณขายของที่ระลึกสำหรับสาวกคิตตี้ด้วย
ข้อตินิดนึงสำหรับร้านนี้ก็คือ ห้องน้ำน้อยมากค่ะ มีอยู่แค่ 2 ห้องเอง และพนักงานเหวี่ยงมาก ม้ายอมแพ้ เก๊าเหนื่อยนะ กว่าเก๊าจะหาร้านเจออ้ะ
เดินออกมาจากคิตตี้คาเฟ่ได้ไม่กี่ก้าว เราก็ไปสะดุดปลาหมึกเทมปุระข้างทาง อยู่ตรงหัวมุมถนนทางจะเข้าไปซอย Kitty Cafe พอดีค่า
สั่งไปด้วยความมึนงง มาไม้ใหญ่มากค่ะ แถมอร่อยมากด้วย ที่ฮงอิกมีร้านขายปลาหมึกเทมปุระอยู่หลายร้านเหมือนกัน ใครมาแล้วอย่าลืมแวะมาทานนะคะ
ลอตเต้ดิวตี้ฟรี Lotte Duty Free คือสถานที่ต่อไปที่เราจะต้องไปช้อปๆๆๆ หลังจากดื่มด่ำบรรยากาศน่ารัก ๆ ค่ะ (ตามใจลูกไปแล้ว ต้องถามใจแม่บ้าง)
เรารีบไปกันตั้งแต่วันแรก เพราะจุดประสงค์หลักของการมาครั้งนี้คือการดู Lotte Family Concert 2015 มีอีมินโฮมาแฟนมีทด้วยนะ คนนี้ขวัญใจหม่าม้าเลย และเราต้องช้อปปิ้ง เพื่อให้ได้บัตรคอนเสิร์ตมาค่ะ จากสถานี Hongik Universiry เราเดินทางไปยังสถานี Jamsil ทางออก 3 หรือ 4 ไปตามทาง Lotte World Mall Avenuel ขึ้นไปที่ชั้น 7 กับ 8 ที่นี่จะอุดมไปด้วยทัวร์จีนที่ช้อปประหนึ่งแจกฟรี แน่นอนค่ะ ที่นี่เป็นดิวตี้ฟรี เพราะฉะนั้น สินค้าต่าง ๆ ถูกกว่าข้างนอก แถมช่วงที่เราไป หากจ่ายด้วยบัตรวีซ่า จะลดเพิ่มอีก 10 – 15% ด้วยค่ะ สำหรับเครื่องสำอางค์เกาหลี เช่น Innis free, Etude, Tony Moly ไม่ได้มีของทุกประเภทขายเหมือนในช้อปข้างนอก อารมณ์จะเหมือนขายส่ง เช่น มาส์ก 40+20, 30+30, Hand cream แพคละ 6 ชิ้น หรือครีมต่าง ๆ จัดเซ็ตไว้แล้ว เป็นต้น พวกลิปสีต่าง ๆ อายแชโดว์ ยาทาเล็บ ไม่มีนะคะ หากใครจะช้อปพวกมาส์ก แนะนำให้หิ้วจากที่นี่ไปได้เลย อย่าไปซื้อตาม shop ย่อยๆ เพราะว่าซื้อ shop ต้องไปรีฟัน TAX ที่สนามบิน ซึ่งแถวยาวมาก แถมพับ 3 ทบ จะตกเครื่องเอาง่ายๆค่ะ

นอกจาก แบรนด์ยอดนิยมที่เราคุ้นๆกันแล้ว Sulwhasoo เคาน์เตอร์นี้แน่นเอี้ยด ทุกตารางนิ้ว เห็นเค้าว่าดีมากๆ เลยต้องขอลองบ้างค่า
สุดท้ายได้ตั๋วคอนเสิร์ตมาสมใจค่ะ แต่ๆๆๆๆๆ เค้าไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้าไปดูคอนเสิร์ตค่ะ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย และให้ไปเข้าบริเวณงานตั้งแต่ 4 โมง คอนเสิร์ตจะเริ่ม 1 ทุ่ม ไม่น่าจะไหว (ชั้นมาทำอะไรที่นี่นะ) ก็เลยจ๋อยกันไป (แต่เห็นป๊าแอบยิ้มมุมปาก) หลังจากที่เราซื้อของกันเสร็จแล้ว ก็หากินกันในห้างนั่นแหละค่ะ ไม่มีแรงออกไปหาของกินข้างนอกเลย เพราะหมดแรงเนื่องจากฝ่าฝันสู้รบกับทัวร์จีน สังเกตว่าไม่เจอคนไทย หรือทัวร์ไทยมาที่นี่นะคะ หากมากับทัวร์อาจจะได้ไปช้อปที่ดิวตี้ฟรีอื่น อ้อ ลอตเต้ดิวตี้ฟรีเอง ใน โซล มีอยู่ 3 สาขาค่ะ Main Store ที่มยองดง, Coex Mall และ สาขานี้ Lotte World Tower เราได้ไปที่มยองดง ด้วย แต่ไม่มีโปรร่วมกับบัตรวีซ่านะคะ เพราะฉะนั้น เห็นของถูก ต้องรีบสอยค่ะ
หม่ำข้าวกันเรียบร้อยเราก็เดินทางกลับห้องพัก เบลล่ามีโยเยนิดหน่อย อาจเป็นเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง หม่าม้าเลยเอาหนังสือนิทานเซตโปรด (ในช่วงนี้) นั่นก็คือ นิทานชุดเด็กดีของท่านว. วชิรเมธี มาเห่กล่อมค่ะ ใครที่มีปัญหาลูกน้อยโยเยตอนไปเที่ยว แนะนำให้พกของเล่นที่ชอบ หนังสือที่รัก ผ้าห่ม หรือตุ๊กตามาด้วย อุ่นใจ (แม่) ดีค่ะ
จบวันแรกกันไปด้วยความหอบเหนื่อย วันที่สอง จะพาไปอควอเรี่ยมที่ Coex Mall ค่ะ เอาใจเด็กน้อยกันอีกแล้ว ^^ ตามไปชมกันได้เลยจ้า เกาหลี…ที่นี่มีรัก (Ep2/6)
วันที่สาม สนุกสุดๆที่ Everland
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามรีวิว ตอนแรกที่เกาหลีคะ หากขาดตกบกพร่อง อย่างไร ขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ หากท่านชื่นชอบรีวิวของเรา เพียงแค่ฝากคอมเม้นท์ กด Like กด Share Facebook Fanpage B&L Family https://www.facebook.com/BLJourney เพจของน้องเบลล่า https://www.facebook.com/bella.suppasuta และ Share บทความต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับ ครอบครัวของเราด้วยนะคะ ขอบคุณค่า


































Pingback: เกาหลี…ที่นี่มีรัก Ep3 – That's why I Love U, Seoul | BLJourney